โจทย์คณิตศาสตร์พร้อมเฉลย ชุดที่ 2

ก่อนเริ่มทำโจทย์ เรามารู้จักอสมการ(ที่อาจจะช่วยให้สะดวกขึ้นในการแก้โจทย์ในชุดนี้หรือชุดต่อๆไป) เกี่ยวกับค่าเฉลี่ยเลขคณิต(AM) ค่าเฉลี่ยเรขาคณิต(GM) และค่าเฉลี่ยฮาร์โมนิค(HM) ของจำนวนจริงบวก a1,,an ที่นิยามดังนี้ AM=a1++ann,GM=a1××ann,HM=n1a1++1an แล้วเราจะได้อสมการ AMGMHM และอสมการจะกลายเป็นสมการก็ต่อเมื่อ a1==an นั่นคือค่าทั้งหมดเท่ากัน

อสมการดังกล่าวสามารถแสดงได้ดังนี้ จากข้อ 3 ของ โจทย์คณิตศาสตร์พร้อมเฉลย ชุดที่ 1 เรารู้ว่า ex1x ถ้าเราให้ αi=aiAM แล้วเราจะได้ eα11α1eα21α2eαn1αn เมื่อเอาอสมการทั้งหมดคูณกัน เราจะได้ e(α1++αn)n=e0α1αn=a1anAMn แต่ e0=1 ทำให้เราได้ AMna1an หรือ AMa1ann นั่นคือ AMGM ถ้าเราใช้อสมการนี้กับ 1a1,,1an เราจะได้ 1a1++1ann(1a11an)n จัดรูปใหม่ a1annn1a1++1an หรือ GMHM ซึ่งสุดท้ายแล้วเราจะได้อสมการสำหรับสามค่าเฉลี่ยเป็น AMGMHM

  1. จงหาค่าที่มากกว่าระหว่าง 10122023 และ 2023!
    แนวทางการหาคำตอบ:
    เนื่องจาก 1012=2023+12 ถ้าเราแทน 2023 ด้วย n เราน่าจะแก้ปัญหาได้ดีกว่า (อย่างน้อยก็ไม่ต้องคำนวณเกี่ยวกับตัวเลข) และโดยใช้อสมการ AM>GM กับจำนวนจริงบวก 1,2,,n เราจะได้ 1+2++nn>1×2××nnn(n+1)2n>n!n(n+12)n>n! จะสังเกตว่าสำหรับปัญหานี้อสมการจะเป็นสมการก็ต่อเมื่อ n=1 เท่านั้น นอกเหนือจากนี้แล้วค่าทางซ้ายมือจะมากกว่าค่าทางขวามือเสมอ ดังนั้นเราจะได้ 10122023>2023!
  2. ให้ a กับ b เป็นจำนวนจริงบวก จงหาค่าที่น้อยที่สุดของผลบวก ab+ba
    แนวทางการหาคำตอบ:
    ปัญหาข้อนี้จะแก้ได้ง่ายถ้าใช้อสมการ AMGM ดังนี้ ab+ba2ab×baab+ba2 นั่นคือค่าที่น้อยที่สุดของผลบวกคือ 2 และเกิดขึ้นเมื่อ ab=ba หรือ a=b
  3. จงหาค่าที่มากกว่าระหว่าง 2323 และ 2224
    แนวทางการหาคำตอบ:
    เราจะมองปัญหานี้ในรูปแบบทั่วไปโดยการเปรียบเทียบระหว่าง nn กับ (n1)n+1 ถ้าเราหาค่าลอการิทึมธรรมชาติของทั้งสองเทอม แล้วจัดรูปอสมการใหม่ เราจะพบว่าเรากำลังเปรียบเทียบระหว่าง lnnn+1 กับ ln(n1)(n1)+1 ซึ่งอยู่ในรูปแบบเดียวกันและเราจะใช้รูปแบบนี้ในการแก้ปัญหานี้ ให้ฟังก์ชัน f(x)=lnxx+1 เราจะได้อนุพันธ์ f(x)=1+1xlnx(x+1)2 ถ้า f(x)=0 เราจะได้ 1+1xlnx=0 การหาคำตอบของสมการนี้ไม่ง่าย (ยกเว้นใช้แอปพลิเคชัน สมการไม่เชิงเส้น โดยใส่ 1+1/x-log(x) ในช่อง f(x) และคลิก คำนวณ จะได้คำตอบเป็น 3.5911) แต่เราจะพิจารณาดังนี้ สังเกตว่า f(e)=1+1elne>0 แต่ f(e2)=1+1e2lne2<0 แสดงว่าค่า x ที่ทำให้ f(x)=0 ต้องอยู่ในช่วง e<x<e2 และเนื่องจาก lnx เป็นฟังก์ชันเพิ่มขณะที่ 1+1x เป็นฟังก์ชันลด เราจะได้ x มีเพียงค่าเดียว ดังนั้น f(x) จะคุณสมบัติดังนี้ lnxx+1{เป็นฟังก์ชันเพิ่มเมื่อx<xเป็นฟังก์ชันลดเมื่อx>x จากตรงนี้เราสามารถที่จะตอบคำถามได้มากกว่าที่โจทย์ต้องการ เช่น 2566>2023>x เราจะได้ ln25662566+1<ln20232023+1 หรือ 25662024<20232567 ดังนั้นเราตอบคำถามของโจทย์ได้ว่า ln2323+1<ln2222+1 หรือ 2323<2224
  4. ให้ n เป็นจำนวนเต็มบวกหรือศูนย์ จงหาตัวหารร่วมมากของ 21n+4 และ 14n+3
    แนวทางการหาคำตอบ:
    การหาตัวหารร่วมมาก (ใช้สัญลักษณ์ gcd) สำหรับโจทย์ข้อนี้ใช้วิธีของยูคลิดจะได้ดังนี้ gcd(21n+4,14n+3)=gcd(เศษของการหาร(21n+4)÷(14n+3),14n+3)=gcd(7n+1,เศษของการหาร(14n+3)÷(7n+1))=gcd(7n+1,1)เศษของการหารเป็น0=1 หลักการคือ เราจะเก็บตัวที่น้อยกว่าและเศษของการหารตัวที่มากกว่าด้วยตัวที่น้อยกว่าเพื่อใช้ในการคำนวณถัดไป จนกว่าการหารจะลง และตัวหารที่หารลงตัวคือตัวหารร่วมมาก เพราะฉะนั้น gcd(21n+4,14n+3)=1 นั่นคือ 21n+4 เป็นจำนวนเฉพาะสัมพัทธ์กับ 14n+3
  5. ให้ x เป็นจำนวนจริง จงแก้สมการ x+17=x217
    แนวทางการหาคำตอบ:
    (คำตอบของสมการนี้สามารถคำนวณได้ด้วยแอปพลิเคชัน สมการไม่เชิงเส้น โดยใส่ sqrt(x+17)-x^2+17 ในช่องฟังก์ชัน แต่ถ้าจัดรูปสมการใหม่เป็นพหุนามก็จะหารากทั้งหมดได้ด้วยแอปพลิเคชัย รากของพหุนาม)
    ถ้า r เป็นคำตอบของสมการนี้มันจะต้องสอดคล้องกับเงื่อนไข r+170 และ r2170 ให้ S เป็นเซตของเงื่อนไขดังกล่าว เราจะได้ S=[17,17][17,) และคำตอบของสมการถ้ามีจะอยู่ในเซต S เท่านั้น
    เพื่อลดการคำนวณที่ไม่จำเป็นเราจะแทน 17 ด้วย a แล้วเราจะได้ x+a=x2ax+a=x42x2a+a2a2(2x2+1)a+x4x=0a=(2x2+1)±(2x2+1)24(x4x)2=(2x2+1)±(2x+1)2=x2+x+1,x2x และเมื่อแทน a ด้วย 17 เราจะได้สองสมการ x2+x16=0,x2x17=0x=1±652,x=1±692 จากสี่ค่าที่คำนวณได้พบว่า 1692 กับ 1+652 ไม่อยู่ใน S เพราะฉะนั้นคำตอบของสมการนี้จึงมีเพียงสองค่าคือ 1692 และ 1+692